Buttock Augmentation
เสริมสะโพก

การเสริมสะโพก เป็นการเพิ่มส่วนของแก้มก้นหรือส่วนของสะโพกให้โตขึ้น ช่วยให้รูปร่างดีขึ้น ผู้ที่มีสะโพกสวยงาม สามารถเลือกเสื้อผ้าที่ใช้ได้หลากหลายกว่าผู้ที่ไม่มีสะโพก สามารถเพิ่มความมั่นใจในการแต่งตัว ดังนั้น จะมีผู้ที่ต้องการเสริมสะโพกมากขึ้น ปัจจุบันในประเทศไทย ผู้ที่ต้องการมีสะโพกใหญ่ขึ้น มักจะไปรับบริการฉีกสะโพกด้วยซิลิโคนเหลว ตามสถานบริการที่ผิดกฎหมาย ผลของการฉีดทำให้มีสะโพกกลมกลึงและสวยงามในระยะแรก แต่เมื่อผ่านไป 6 เดือนถึง 1 ปี ซิลิโคนเหลวก็จะไหลย้อยไปที่บริเวณต้นขาและทำให้เกิดพังผืดภายในต้นขา ทำให้ผิวหนังแข็งกระด้างดูไม่สวยงาม การไหลของซิลิโคนเหลวทำให้ก้นที่เคยสวยงามหลังการฉีดระยะแรกมีขนาดเล็กลงและ ย้อยลงเหมือนก้นคนแก่ ในขณะที่ซิลิโคนที่ไหลไปยังต้นขา 2 ข้าง มีขนาดโตขึ้น การที่ต้นขาใหญ่ก็ทำให้รูปร่างไม่สวยงามในคนที่มีปัญหา ซิลิโคนเหลวจะไหลไปที่ต้นขา การแก้ไขทำได้ยาก เนื่องจากหลังการผ่าตัดมักมีปัญหาแผลหายช้า และมักมีน้ำเหลืองไหลอยู่นาน ในปัจจุบัน ได้มีเทคนิคการผ่าตัดเสริมสะโพกแบบใช้ถุงหรือแผ่นซิลิโคนเข้าไปซึ่งการผ่า ตัดนิยมทำกันมากในประเทศบราซิลและอเมริกา

เทคนิคการผ่าตัดได้มีการปรับเปลี่ยนพัฒนาให้มีความปลอดภัยและได้รูปร่าง สะโพกที่ สวยงามขึ้นเรื่อยๆ จนในปัจจุบัน การผ่าตัดเสริมสะโพกถือว่ามีความปลอดภัยมากกว่า และมีปัญหาน้อยกว่าการฉีดสารแปลกปลอมเข้าสะโพก

การเสริมสะโพกแบ่งตามเทคนิคออกเป็น 3 เทคนิค

เทคนิคที่ 1 เสริมโดยการใช้ไขมันฉีดให้เพิ่มขึ้น

วิธีนี้ทำโดยการดูดไขมันจากบริเวณอื่นมาเสริมที่สะโพก มีข้อเสียคือต้องมีแผลที่บริเวณอื่นที่ดูดไขมันออกมา แต่มีข้อดี คือไม่มีสารแปลกปลอมมากหลังจากหายแล้วจะดูเป็นธรรมชาติ แต่ไม่สามารถที่จะเสริมให้มีขนาดใหญ่มากๆได้ในครั้งเดียว วิธีนี้จะเสริมสะโพกในทุกๆตำแหน่งของสะโพกโดยสามารถที่จะเลือกได้ว่าต้องการ เสริมที่บริเวณใดมาก บริเวณใดน้อย

เทคนิคที่ 2 เสริมโดยการผ่าตัด ใส่แผ่นซิลิโคนหรือถุงซิลิโคน

วิธีนี้มีแผลยาวประมาณ 7 เซนติเมตร บริเวณร่องก้นหรือตรงกลางบริเวณกระดูกสันหลังแล้วเสริมโดยใช้ถุงซิลิโคน ชนิดที่ทำเพื่อเสริมสะโพกใส่ไว้ภายในกล้ามเนื้อวิธีนี้ช่วยให้รูปทรงของ สะโพกดี โดยการผ่าตัดเพียงครั้งเดียวและสามารถเลือกขนาดสะโพกใหญ่เท่าไหร่ก็ได้แต่จะ เสริมได้เฉพาะสะโพกด้านบน บริเวณกลางๆเท่านั้นไม่สามารถเสริมสะโพกส่วนล่างได้ เพราะจะกดเส้นประสาท ถุงซิลิโคนที่ใช้เสริมสะโพกจะมีรูปร่าง 2 แบบ คือ แบบเป็นแผ่นและแบบถุงสำหรับรายละเอียด ของวิธีนี้จะกล่าวในหัวข้อต่อไป

เทคนิคที่ 3 การเสริมสะโพกร่วมกับการดูดและฉีดไขมัน

การตกแต่งสะโพกให้สวยงามโดยใช้การเสริมสะโพกร่วมกับการดูดและฉีดไขมันเป็น การผ่าตัดโดยมีการผ่าตัดเพื่อใส่ถุงหรือแผ่นซิลิโคนพร้อมกับการดูดไขมันและ ฉีดไขมันในคราวเดียวกัน เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าการผ่าตัด เสริมสะโพกโดยใช้ถุงซิลิโคน ในปัจจุบันแนะนำให้เสริมใต้กล้ามเนื้อเป็นหลัก การเสริมใต้กล้ามเนื้อทำให้สะโพกหลังการเสริมมีการนูนเด่นบริเวณกลางๆ แก้มก้นไม่สามารถเสริมด้านข้างมากๆ ได้ ถึงแม้จะใช้ถุงเสริมสะโพกทรงหยดน้ำก็ตามเนื่องจากบริเวณด้านข้างไม่มีกล้าม เนื้อรองรับในบางคนที่ต้องการเสริมด้านข้างมากๆ อาจทำการดูดไขมันจากบริเวณเหนือสะโพกหรือใต้สะโพกแล้วฉีดบริเวณด้านข้างก็จะ ช่วยทำให้รูปร่างสะโพกตรงกลางนูนขึ้นจากถุงซิลิโคนขณะที่ด้านข้างนูนขึ้นจาก ไขมันที่ฉีดพร้อมทั้งส่วนเหนือและใต้สะโพกแบนราบลง มีผลทำให้สะโพกดูเด่นขึ้นมากกว่าทั้ง 2 วิธีแรก

ในที่นี้จะกล่าวถึงการเสริมสะโพกโดยใช้วัสดุที่เป็นซิลิโคนแบบแผ่นหรือแบบ ถุงซึ่งเป็นวิธีที่นิยมทำกันมากในปัจจุบัน

การเสริมสะโพกด้วยซิลิโคนจะต้องพิจารณารายละเอียดดังต่อไปนี้

  • ชนิดของซิลิโคน
  • รูปร่างของซิลิโคน
  • ระดับการวางของถุงซิลิโคน
  • แผลทางเข้า
  • ผิวของถุงสะโพกเทียม

ชนิดของถุงที่ใช้เสริมสะโพก

วัสดุที่มีการนำมาเสริมสะโพกมี 2 แบบ คือ

A. ซิลิโคนชนิดแผ่น เป็นซิลิโคนแท่งที่มีการทำขึ้นมาเพื่อเสริมสะโพกโดยมีลักษณะเช่นเดียวกับซิ ลิโคนแท่ง สำหรับการเสริมจมูก แต่มีการผลิตมาเป็นแผ่นใหญ่ และมีรูปร่างโค้งงอตามรูปแบบของสะโพก ซิลิโคนแบบนี้มีการผลิตโดยบริษัทในประเทศอเมริกาก่อนทำการผ่าตัดต้องวัดขนาด ของแผ่นซิลิโคนที่ต้องการก่อนโดยทำก่อนผ่าตัด ประมาณ 1 – 2 เดือน เนื่องจากเราไม่มีการนำเข้ามาเพื่อจำหน่ายในประเทศไทย จะต้องวัดขนาดที่แน่นอน เพราะไม่สามารถเปลี่ยนขนาดได้ ในระหว่างผ่าตัดและในบางคนที่ต้องการสะโพกใหญ่มาก อาจต้องสั่งทำพิเศษ ก่อนการผ่าตัด ซิลิโคนแบบเสริมสะโพกนิยมใช้ในประเทศอเมริกา เพราะมีการห้ามใช้ถุงซิลิโคนเจล อยู่ระยะหนึ่งทำให้แพทย์ที่ผ่าตัดในประเทศอเมริกา ไม่สามารถเลือกใช้ถุงซิลิโคนเจลได้

B. ถุงเสริมสะโพกเทียม เป็นถุงที่ทำด้วยซิลิโคน ภายในบรรจุ ซิลิโคนเจล เช่นเดียวกับถุงซิลิโคนที่ทำการเสริมหน้าอกแต่มีรูปร่างและรายละเอียดแตก ต่างกัน ถุงซิลิโคน สำหรับเสริมสะโพกภายในจะบรรจุด้วยซิลิโคนเจลเท่านั้น ไม่มีการผลิตถุงน้ำเกลือ เนื่องจากอัตราการรั่วของน้ำเกลือจะมีได้มากกว่าถุงเจล เพราะกรเสริมสะโพกเป็นการใส่ถุงในกล้ามเนื้อมัดใหญ่ที่มีการเครื่อนไหว ทำให้มีแรงกดบริเวณถุงสะโพกมากกว่าถุงเต้านม จะมีปัญหารั่วซึมได้มากกว่า ซิลิโคนเจลที่บรรจุในถุงสะโพกจะมีการใช้เฉพาะเจลที่มีความหนาแน่นมาก (High Cohesive gel) เท่านั้น เพราะเท่าที่ทราบแล้วว่า ถุงสะโพก จะมีการรับแรงกดมากกว่าถุงเต้านม เจลจะต้องเป็นชนิดที่แข็งและเหนียวกว่าถุงเต้านม สำหรับรูปร่างของถุงสะโพกก็จะแบนกว่าและกว้างกว่าถุงเต้านม ถุงสะโพกเทียมเป็นวัสดุที่เสริมสะโพกที่ทำกันในประเทศยุโรปและอเมริกาใต้ใน ประเทศไทย การเสริมสะโพกก็จะใช้วัสดุชนิดนี้เป็นส่วนใหญ่ เพราะมีบริษัทนำวัสดุเข้ามา แต่ซิลิโคนชนิดแผ่นยังไม่มีการนำเข้ามาขายในประเทศไทย

รูปแบบของถุงซิลิโคน

ถุงสะโพกมีการทำออกมาเป็น 2 แบบ คือ แบบกลมและแบบหยดน้ำ (หรือวงรีหรืออาจจะเรียกว่าทรงธรรมชาติ)

A. ถุงทรงกลม จะมีรูปร่างกลมแต่จะแบนกว่าถุงเต้านมใช้สำหรับเสริมบริเวณสะโพกด้านในหรือ ที่เราจะรู้จักว่าเป็นการเสริมก้น ถุงทรงกลมถ้ามีการใส่ในระดับใต้ผิวหนัง อาจมีผลทำให้เห็นรูปร่างและขอบเขตของถุงชัดดูไม่เป็นธรรมชาติ

B. ถุงทรงหยดน้ำหรือทรงธรรมชาติ เป็น รูปทรงวงรีตามรูปใช้สำหรับผู้ที่ต้องการเสริมด้านข้างของสะโพก มีข้อดีคือมีการรูปร่างสะโพกแบบธรรมชาติเนื่องจากไม่มีลักษณะกลม แต่มีข้อเสียคือถ้ามีการหมุนหรือมีการวางตำแหน่งของถุงแตกต่างจากอีกข้าง หนึ่งก็จะมองเห็นความแตกต่างระหว่างสะโพก 2 ข้างได้ชัดเจน

ระดับการวางของถุงซิลิโคน

ถุงซิลิโคนหรือซิลิโคนแผ่นสามารถวางลงตำแหน่งต่างๆได้ 3 ระดับคือ

  1. ใต้ผิวหนัง เป็นการวางถุงหรือแผ่นสะโพกไว้เหนือกล้ามเนื้อมีข้อดีคือความนูนเด่นของ สะโพกเห็นได้ชัดเจน และไม่มีโอกาสเกิดอันตรายกับเส้นประสาทใหญ่ได้ แต่มีข้อเสียคือ อาจเห็นรูปร่างของถุงแผ่นซิลิโคนชัดเจนหลังจากยุบบวมแล้วและมีโอกาสเกิดการ ทะลุของถุงหรือแผ่นซิลิโคนในบางรายได้
  2. ใต้กล้ามเนื้อหรือระหว่างกล้ามเนื้อ โดยทั่วไปขึ้นกับกล้ามเนื้อของสะโพก กล้ามเนื้อสะโพกมัดบนและมัดล่างอาจไม่สามารถแบ่งออกได้ชัดเจน ดังนั้นการใส่ถุงหรือแผ่นซิลิโคนระหว่างกล้ามเนื้อสะโพก 2 มัด สามารถทำได้ในบางคนแต่ในบางคนไม่สามารถทำได้โดยทั่วไป การจะเปิดช่องในกล้ามเนื้อสะโพก ระหว่างกล้ามเนื้อสะโพก 2 มัด และการใส่ถุงใต้กล้ามเนื้อสะโพกมัดใหญ่ก็มักได้ผลเช่นเดียวกับ การเปิดโพรงใต้กล้ามเนื้อ จะมีการเจ็บปวดหลังผ่าตัดมากกว่าการผ่าตัดใต้ผิวหนัง แต่มีปัญหาในระยะยาวน้อยกว่าคือโอกาสที่จะมองเห็นขอบของถุงหรือแผ่นซิลิโคน มีน้อยและโอกาสที่จะทะลุมีน้อย การเปิดโพรงใต้กล้ามเนื้อต้องใช้ความชำนาญ และต้องระมัดระวังไม่ให้เกิดอันตรายต่อเส้นประสาทใหญ่ทั่วไปที่ขา
  3. ระดับใต้พังพืดกล้ามเนื้อ เนื่องจากการเสริมใต้กล้ามเนื้อบางครั้งทำให้รูปร่างและสะโพกไม่เด่นชัด การที่เสริมในระดับใต้ผิวหนังก็มีปัญหาเรื่องการมองเห็นขอบเขตและถุงและเกิด การทะลุได้มีศัลยแพทย์ บางท่านเริ่มผ่าตัดโดยการเปิดช่องใต้พังพืดกล้ามเนื้อคืออยู่บนกล้ามเนื้อ แต่อยู่ใต้พังพืดกล้ามเนื้อ วิธีนี้มีข้อดีคือไม่มีโอกาสเกิดอันตรายกับเส้นประสาทและสามารถเห็นส่วนนูน ของสะโพกได้ชัด สามารถเสริมด้านข้างได้แต่มีปัญหาในเรื่องเทคนิค การผ่าตัดอาจไม่สามารถเปิดช่องนี้ได้ง่ายปัจจุบันยังไม่มีวิธีมาตรฐาน

ในปัจจุบันเทคนิคที่ถือเป็นเทคนิคมาตรฐานคือ เทคนิคการเสริมใต้กล้ามเนื้อ เนื่องจากมีปัญหาเรื่องการทะลุและการคลำขอบเขตของถุงได้น้อยกว่า เทคนิคที่ 1

แผลผ่าตัด

การผ่าตัดมีการเลือกใช้แผลที่แตกต่างกัน ดังนี้

A. บริเวณขอบบนของสะโพก 2 ข้าง

การ เปิดแผลแบบนี้สามารถทำได้ง่ายแต่มีข้อเสียคือแผลเป็นค่อนข้างเห็นได้ ชัดเจน เมื่อต้องถอดเสื้อผ้าออก ถึงแม้ว่าแผลเป็นสามารถจะซ่อนได้ใต้เสื้อผ้าแต่ถ้าต้องถอดกางเกงในออกก็จะ เห็นแผลชัดเจนมาก และวิธีนี้จำเป็นต้องเปิดแผล 2 ด้าน

B. แผลที่ขอบล่างของสะโพก

เป็นการเปิดแผลตำแหน่งรอยต่อของสะโพกกับต้นขา มีข้อดีคือผ่าตัดง่ายโดยเฉพาะการใส่ถุงเหนือกล้ามเนื้อแต่มีข้อเสียคือแผลเป็นเห็นได้ชัด

C. การเปิดแผลกลางกระดูกก้นกบ

เป็น การเปิดแผลที่นิยมใช้กันมากที่สุด การผ่าตัดทำโดยลงแผลแนวตั้งบริเวณกระดูกก้นกบยาวประมาณ 5 – 7 ซม.ในตำแหน่งของร่องก้นพอดี ข้อดีคือแผลเป็นจะอยู่ในร่องก้น ทำให้มองเห็นไม่ชัดและการผ่าตัดจะเปิดแผลเพียงแผลเดียว สามารถใส่ถุงเข้าทั้งด้านซ้ายและด้านขวาได้ ข้อเสียของวิธีนี้คือมี โอกาสเกิดการติดเชื้อได้มากกว่า 2 วิธีแรก และมีโอกาสมีน้ำเหลืองหรือเลือดตกค้างได้มากกว่า

ผิวของถุงซิลิโคน

ถุงซิลิโคนมีการออกแบบเป็นทั้งผิวเรียบและผิวขรุขระหรือผิวทรายภายในมีการบรรจุ เจลชนิดพิเศษที่มีความแข็งมากและยืดหยุ่นน้อยกว่าถุงเต้านมเทียม ทำให้ทนต่อแรงกดดันได้มากกว่า ในปัจจุบันยังไม่มีข้อสรุปชัดเจนว่าถุงผิวเรียบและผิวทรายมีผลดีผลเสียต่าง กันอย่างไร การเลือกใช้มักขึ้นอยู่กับความถนัดของศัลยแพทย์เป็นส่วนใหญ่

การปรึกษาแพทย์ก่อนผ่าตัดเสริมสะโพก

การปรึกษาแพทย์ก่อนการผ่าตัดมีความสำคัญมากในการผ่าตัดเสริมสะโพก เพราะสะโพกแต่ละคนมีความแตกต่างกัน ซึ่งรายละเอียดบางอย่างการพิจารณาก่อนการผ่าตัด นอกจากนั้นแล้วความต้องการของคนไข้แต่ละคนก็มีความแตกต่างกันมาก ดังนั้นการประเมินพื้นฐานของกายภาค และเลือกเทคนิควิธีการที่จะใช้ก่อนการผ่าตัดก็เป็นส่วนสำคัญต่อผลของการผ่า ตัดเสริมสะโพก

1. ประเมินรูปร่างของสะโพก

โดยสร้างพื้นฐานของสะโพกที่ต้องประเมินได้แก่ ขนาด ,รูปร่าง และความยืดหยุ่นของผิวหนัง เป็นตัวที่กำหนดถึงว่าควรจะเลือกเทคนิคการผ่าตัดใดถึงจะเหมาะสม

A. ขนาดของสะโพกส่วนข้างความกว้างของก้นเป็นตัวกำหนดขนาดของถุงหรือแผ่นซิลิโคนที่จะได้

B. รูปร่างสะโพกจะมีการแบ่งเป็น 3 ส่วน ได้แก่ ส่วนบน ส่วนกลาง และส่วนล่างในแต่ละส่วนจะต้องมีขนาดและรูปร่างได้สัดส่วนกับรูปร่างจะทำให้ สะโพกมีความสวยงามโดยถ้ามองในท่าหันหน้าตรงเราอาจแบ่งรูปร่างของสะโพกได้ เป็น 4 แบบ

  1. แบบ A ด้านบนแคบและด้านล่างกว้างในบางคนอาจต้องทำการดูดไขมันบริเวณด้านล่างร่วมด้วย
  2. แบบ V คือสะโพกแคบด้านล่างแต่กว้างด้านบนอาจแก้ไขโดยเสริมสะโพกร่วมกับการดูดไขมันบริเวณเอว
  3. แบบกลม สะโพกเป็นรูปกลมเป็นแบบที่มีไขมันส่วนเกินที่บริเวณส่วนล่างมาก
  4. แบบสี่เหลี่ยม การเสริมสะโพกช่วยให้รูปร่างดีขึ้นแต่ในบางรายอาจต้องดูดไขมันบริเวณส่วนบน หรือส่วนล่างของสะโพกร่วมด้วย

การเสริมสะโพกโดยใช้ถุงหรือแผ่นซิลิโคนจะเสริมได้เฉพาะ ส่วนกลางและ ส่วนบนของสะโพกไม่สามารถเสริมบริเวณส่วนอื่นของสะโพกได้ ดังนั้นในการผ่าตัดเสริมสะโพกบางแบบอาจต้องการผ่าตัดเสริมบางอย่างร่วมด้วย เช่นการดูดไขมัน ,การฉีดไขมัน ,การตกแต่งผิวหนัง ส่วนที่ย้อยเกินผิดปกติ

C. ความยืดหยุ่นของผิวหนังในกรณีที่สะโพกอาจไม่เพียงพอที่จะทำให้สวยงาม อาจต้องมีการตกแต่งผิวหนังเพื่อให้รูปร่างสะโพกดูสวยงามมากขึ้น หลังจากประเมิน สภาพพื้นฐานของสะโพกแล้วจึงพิจารณาข้อ 2 – 6 ต่อ

2. การเลือกถุงและแผ่นซิลิโคน

การเลือกต้องพิจารณาตามข้อต่อไปนี้

  • รูปร่างกลมหรือเป็นวงรี
  • ถุงเสริมสะโพกจะมีระดับความสูงแบบเดียวไม่มีแบบนูนหรือแบบราบเหมือนกับถุงเสริมเต้านม
  • ขนาดของถุง ถุงจะมีขนาดตั้งแต่ 200-370 ซีซี การเลือกขนาดไม่ควรเลือกขนาดที่ใหญ่เกินไปเพราะถุงที่ใหญ่เกินไปอาจจะมีปัญหาหลังผ่าตัด
  • ผิวเรียบหรือผิวทราย
  • เลือกถุงซิลิโคนหรือแผ่นซิลิโคน

การเลือกชนิดของซิลิโคนนอกจากจะขึ้นกับคนไข้แล้วยังขึ้นกับประสบการณ์และ ความ คุ้นเคยของศัลยแพทย์ด้วย โดยทั่วไปในปัจจุบัน ถุงซิลิโคนเจล ผิวเรียบกลมเป็นถุงซิลิโคนที่มีการใช้มากที่สุด โดยถุงรูปวงรีจะมีการเลือกใช้ เฉพาะในรายที่ต้องการเสริมด้านข้างมากๆ

3. แผลผ่าตัด

แผลผ่าตัดมีให้เลือกได้ 3 แบบ

  1. ขอบด้านบนของสะโพก
  2. ขอบล่างของสะโพก
  3. แผล แบบกึ่งกลางระหว่างสะโพก 2 ข้าง แบบนี้เป็นแบบที่นิยมใช้มากที่สุดเพราะแผลเป็นเห็นไม่ชัดและเปิดแผลเพียงแผล เดียวสามารถทำได้ทั้ง 2 ข้าง แต่มีข้อเสียคือแผลมีโอกาสติดเชื้อได้มากกว่า 2 วิธีแรก เพราะแผลใกล้ทวารหนัก

ปัจจุบันแผลผ่าตัดแบบ 3 เป็นแบบที่มีการเลือกใช้มากที่สุด

4. ระดับของการเสริม

ระดับการใส่อาจแบ่งเป็น

4.1 ใต้ผิวหนัง

ข้อดี

  • ไม่มีอันตรายกับเส้นประสาท
  • เจ็บปวดน้อย
  • สามารถเสริมด้านข้างได้
  • รูปร่างสะโพกนูนขึ้นชัดเจน

ข้อเสีย

  • อาจมองเห็นรูปร่างของถุงซิลิโคนได้ชัด
  • อาจเกิดการทะลุภายหลังได้
4.2 ใต้กล้ามเนื้อ

ข้อดี

  • โอกาสเกิดการมองเห็นรูปร่างมีน้อย
  • การทะลุของถุงซิลิโคนผ่านผิวหนังพบได้น้อย
  • ในระยะยาวมีปัญหาในการดูแลน้อยกว่า
  • การมีกล้ามเนื้อรองอีกชั้นหนึ่ง ช่วยให้รูปร่างสะโพกสวยงามและเวลาสัมผัสจะมีความรู้สึกเหมือนสัมผัสสะโพกธรรมชาติ
  • ป้องกันปัญหาเรื่องถุงซิลิโคนเคลื่อนเพราะถุงซิลิโคนอยู่ภายในกล้ามเนื้อ ไม่สามารถเคลื่อนลงล่างได้
  • ลดปัญหาการติดเชื้อเพราะมีชั้นกล้ามเนื้อขวางไว้อีกชั้นหนึ่ง

ข้อเสีย

  • เสริมได้เพาะส่วนบนหรือกลางๆด้านในสะโพก
  • เจ็บปวดมากกว่า
  • รูปร่างนูนของสะโพกไม่ชัดเจน
4.3 ใต้พังผืดกล้ามเนื้อ

ข้อดี

  • สามารถเสริมด้านข้างได้ด้วย
  • มีความนูนของสะโพกมากกว่าการเสริมใต้กล้ามเนื้อ

ข้อเสีย

  • เป็นเทคนิคใหม่ยังไม่รู้ปัญหาระยะยาว
  • อาจมีการคลำขอบของถุงซิลิโคนได้ในภายหลัง

5. ต้องดูดไขมันร่วมด้วยหรือไม่

ใน บางรายที่มีรูปร่างผิดปกติมากๆหรือมีไขมันบริเวณหลังและหน้าท้องเหนือสะโพก มากๆ การผ่าตัดเสริมสะโพกอาจต้องการทำร่วมกับการดูดไขมันบริเวณเอวหรือหลังเพื่อ ให้รูปร่างของสะโพกสวยงามมากขึ้น
หมายเหตุ โดยทั่วไปในผู้หญิงอาจทำการดูดไขมันร่วมด้วยแต่ในผู้ชายมักทำการเสริมสะโพก อย่างเดียว หรือในบางรายที่มีไขมันบริเวณด้านล่างของสะโพกมากอาจต้องดูดไขมันบริเวณด้าน ล่างของสะโพกร่วมด้วย

6. ต้องฉีดไขมันร่วมด้วยหรือไม่

ในบางรายที่ต้องการเสริมด้านข้างร่วมด้วยการใส่ถุงซิลิโคนไม่สามารถเสริม ด้านข้างได้มาก อาจต้องพิจารณากับฉีดไขมันในระดับกลางสะโพกร่วมกับการผ่าตัดเสริมสะโพก

7. การผ่าตัดยกกระชับสะโพก

ในกรณีที่สะโพกมีการห้อยย้อยมากๆเนื่องจากมีผิวหนังเกินมากอาจต้องผ่าตัด ตกแต่งพร้อมกับยกสะโพกร่วมด้วย เพื่อให้ผิวหนังบริเวณสะโพกตึงและดูสวยงาม การผ่าตัดยกสะโพกอาจตัดบริเวณขอบบนของสะโพกหรือตัดบริเวณขอบล่างของแก้มก้น

หมายเหตุ

  • ใน บางกรณีถ้าไม่แน่ใจการผ่าตัดยกสะโพกอาจทำหลังจากผ่าตัดเสริมสะโพกไปแล้วซึ่ง มีข้อดีคือสามารถกะปริมาณผิวหนังที่ต้องตัดได้ถูกต้องแม่นยำกว่าการทำพร้อม กับการเสริมสะโพก
  • การผ่าตัดยกกระชับสะโพกจะทำให้เกิดแผลเป็นบริเวณขอบบนหรือขอบล่างของสะโพกแต่แผลเป็นสามารถซ่อนในกางเกงชั้นในได้

การเตรียมตัวก่อนผ่าตัดเสริมสะโพก

  • งดน้ำงดอาหาร 6 ชม. ก่อนการผ่าตัด
  • ควรเตรียมหยุดงาน 10 – 15 วัน
  • ถ้ามีโรคประจำตัวหรือกินยาประจำกรุณาแจ้งให้แพทย์ทราบ
  • งดยาต้านอักเสบ ( NSAID ) เช่น แอสไพริน บุหรี่ อาหารเสริมบางตัวที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด เช่น กระเทียม น้ำมันปลา อย่างน้อย 2 อาทิตย์ ก่อนการผ่าตัด
  • ปรึกษาแพทย์โดยเลือกจากขนาดของถุงซิลิโคนที่ใส่ และรูปร่างของซิลิโคนที่จะใส่ประมาณ 2 อาทิตย์ก่อนการผ่าตัด
  • ควรมีเพื่อนมาด้วยในวันผ่าตัด
  • เก็บสิ่งของมีค่าไว้ที่บ้านไม่ควรนำของมีค่ามาที่โรงพยาบาล
  • ผู้ที่มีโรคประจำตัวเช่น โรคหัวใจ โรคเบาหวาน หรือโรคความดันสูง ไม่ควรผ่าตัด
  • ถ้ามีบาดแผลบริเวณแขน ,ข้อศอก ,หัวเข่า หรือบริเวณส่วนหน้าของร่างกายเช่นหน้าอก,หน้าท้อง ควรงดผ่าตัดไปก่อน
  • ในกรณีที่วันผ่าตัดมีอาการท้องเสีย ควรงดผ่าตัดไปก่อน เพราะหลังผ่าตัดการนั่งถ่ายทำได้ยากนอกจากนั้นแล้วอาจมีปัญหาการติดเชื้อของ แผลได้
  • เตรียมคนที่ขับรถรับ-ส่ง ถ้าต้องไปทำงานประมาณ10 -14 วันเพราะในช่วงระยะแรกอาจนั่งขับรถไม่ถนัด
  • หลังผ่าตัดมักต้องนอนคว่ำดังนั้นการเสริมสะโพก ควรทำหลังการผ่าตัดอื่นๆเช่น การเสริมหน้าอก การแปลงเพศ ประมาณ 2 อาทิตย์ขึ้นไป
  • การ ผ่าตัดร่วม การผ่าตัดเสริมสะโพกไม่ควรทำร่วมกับการผ่าตัดอื่นที่ผ่าตัดส่วนหน้าของร่าง กาย เช่นการตัดไขมันหน้าท้องหรือการเสริมหน้าอกไม่ควรทำพร้อมกับการเสริมสะโพก เพราะมีปัญหาในการดูแลหลังผ่าตัด ยกเว้น การดูดไขมันเล็กน้อยอาจทำร่วมกันได้ สำหรับการผ่าตัดด้านหลังของร่างกายสามารถทำได้ร่วมกับการผ่าตัดเสริมสะโพก เช่นการดูดไขมันหรือการผ่าตัดยกสะโพกหรือการฉีดไขมันที่สะโพก
  • ควรมีผู้ดูแลที่บ้านหลังการผ่าตัด
  • งดสูบบุหรี่ 2 อาทิตย์ก่อนผ่าตัด

ขั้นตอนการผ่าตัดเสริมสะโพก

การผ่าตัดต้องทำโดยการดมยาสลบเท่านั้น เนื่องจากการผ่าตัด ต้องทำขณะที่กล้ามเนื้อคลายตัว จึงสามารถผ่าตัดได้ง่าย

 เทคนิคที่ 1 การฉีดไขมัน-ทำเฉพาะในคนไข้บางคนที่ต้องการเสริมสะโพก เพียงเล็กน้อย

  1. ทำโดยดมยาสลบในท่านอนหงาย
  2. แพทย์จะเปิดแผลที่สะดือหรือขาหนีบสอดสายดูดไขมัน ดูดไขมันบริเวณหน้าท้องและต้นขา
  3. พลิกตัวในท่านอนคว่ำ
  4. ฉีดไขมันที่สะโพกในปริมาณที่ต้องการ

เทคนิคที่ 2 – 3

  1. ทำโดยดมยาสลบแล้วนอนคว่ำ
  2. แพทย์จะเปิดแผลที่กึ่งกลางสะโพกบริเวณด้านหลังประมาณ 5 – 7 ชม.
  3. เปิดช่องว่างในกล้ามเนื้อสะโพกให้มีขนาดใหญ่เพียงพอสำหรับถุงซิลิโคน
  4. ใส่ ถุงซิลิโคนเจล หรือแผ่นซิลิโคนโดยจะใส่ใน 2 ระดับคือใต้กล้ามเนื้อ สะโพก หรือใต้ผิวหนัง การเสริมสะโพกเดิมทำโดยใส่ใต้ผิวหนัง ซึ่งมักมีปัญหาเรื่องแข้งและการเลื่อนของถุงซิลิโคนในปัจจุบันสามารถลดปัญหา โดยการเสริมในระดับใต้กล้ามเนื้อสะโพก
  5. ใส่สายระบายน้ำเหลือง
  6. เย็บปิดกล้ามเนื้อและชั้นใต้ผิวหนัง
  7. ถ้าต้องดูดไขมันหรือฉีดไขมันร่วมด้วยก็จะทำหลังเย็บแผลผิวหนังแล้วโดยจะเปิกแผลแยกแพทย์จะไม่ดูดไขมันผ่านทางแผลผ่าตัดเสริมสะโพก
  8. ในบางรายที่สะโพกมีการคล้อยมากอาจต้องยกกระชับสะโพกร่วมด้วย หรือในบางคนที่มีผิวหนังย้อยที่ขอบล่างของก้น ก็อาจต้องตัดผิวหนังส่วนเกินออกแล้วเย็บปิดแผล
  9. ปิดแผลด้วยผ้ายืดปิดแผล ในกรณีที่มีการดูดไขมันอาจต้องใส่ชุดสำหรับการดูดไขมัน
  10. หลังการผ่าตัดมักต้องใส่สายสวนปัสสาวะไว้เพื่อความสะดวกไม่ต้องลุกเดินไปปัสสาวะ
  11. เทปที่ปิดไว้มักปิดไว้ 2 – 3 วัน หลังผ่าตัด
  12. การผ่าตัดใช้เวลาประมาณ 2 – 3 ชม.

การดูแลหลังการผ่าตัดเสริมสะโพก

ผลของการผ่าตัดจะเห็นผลได้ชัดเจนตั้งแต่วันแรกแต่จะยังมีอาการบวมมากหลัง ผ่า ตัดก้นจะดูนิ่มและเป็นธรรมชาติประมาณ 2 – 3 เดือน หลังผ่าตัดหลังจากกล้ามเนื้อยืดขึ้น

  1. นอนพักที่โรงพยาบาลประมาณ 2 – 3 วัน
  2. โดยทั่วไปใส่สายระบายน้ำเหลืองประมาณ 2 – 3 วันเพื่อป้องกันน้ำเหลืองหรือเลือดคั่ง
  3. โดยทั่วไปจะตัดไหมประมาณ 10 -14 วันแล้วแต่ความตึงของแผล
  4. วันแรกหลังผ่าตัดสามารถนั่งแบบไม่เต็มก้นหรือนั่งในท่าก้มๆตัวได้ และสามารถเดินช้าๆได้หรือเข้าห้องน้ำชำระร่างกายได้
  5. 7 วันแรกขณะที่นอนหลับควรนอนในท่าคว่ำหรือตะแคงข้างเท่านั้น ห้ามนอนหงายเพราะจะกดถุงซิลิโคน
  6. หลังจากเปิดแผล ควรทำแผลทุกวันจนถึงวันตัดไหม
  7. เปิดผ้าพันแผลวันที่ 2 หรือ 3
  8. ระวังพลาสเตอร์เปียกน้ำ
  9. อาทิตย์ที่ 2 นั่งบนหมอนนิ่มๆ ได้
  10. 1 อาทิตย์แรกควรพักผ่อนมากๆแต่ไม่จำเป็นต้องนอนบนเตียงตลอดเวลาโดยทั่วไปหลัง วันที่ 3 สามารถเดินหรือนั่งได้ช้าๆโดยที่จะรู้สึกเจ็บปวดอยู่บ้าง
  11. ประมาณ 10 วัน สามารถทำงานประจำวันได้สามารถขับรถได้
  12. 6 – 8 อาทิตย์ สามารถออกกำลังกายหนักๆเช่น เล่นสกี ,ขี่ม้า ,มวยปล้ำ ,จักรยานได้
  13. ห้ามฉีดยา ที่สะโพกเด็ดขาด โดยทั่วไปมักจะสงสัยว่ากรณี ฉุกเฉินถ้าไม่รู้สึกตัวอาจถูกฉีดยาที่สะโพกได้แต่โดยทั่วไปถ้ามีเหตุฉุกเฉิน หรือประสบอุบัติเหตุทำให้สลบเข้าโรงพยาบาล การฉีดยาส่วนใหญ่มักจะฉีดเข้าเส้นเลือดมากกว่าการฉีดยาที่ตำแหน่งอื่นๆ
  14. งดขับรถยนต์ 10 วัน เนื่องจากในช่วงแรกอาจนั่งไม่ถนัด
  15. สามารถออกกำลังกายตามปกติหลัง 4 อาทิตย์
  16. จะไม่รู้สึกมีสิ่งแปลกปลอมที่สะโพก 6 – 8 เดือน
  17. อาการปวดบริเวณสะโพกอาจมีได้ 1 – 3 เดือนแรก

หมายเหตุ

  • ระยะแรกก้นที่เสริมจะดูใหญ่บวมและลอยอยู่สูง แต่หลังจาก 2 – 3 เดือนอาการบวมจะยุบลงก็จะเข้าที่มีรูปร่างที่สวยงามมากขึ้น
  • หลังผ่าตัด อาจมีอาการชาบริเวณแก้มก้นอาการนี้จะดีขึ้น หลังจาก 2 – 3 เดือน
  • การนั่งครั้งแรกจะตึงและรู้สึกนั่งไม่ถนัด แต่หลังจาก 2 – 3 อาทิตย์จะรู้สึกเคยชิน
  • ในช่วงพักฟื้นจะรู้สึกไม่สบายเวลาเดิน ยืน หรือนั่ง ในช่วงนี้ควรทานยาแก้ปวดสม่ำเสมอและเพียงพอจะช่วยให้อาการดีขึ้น
  • การเสริมสะโพกด้วยถุงซิลิโคนจะทำการเสริมระดับบนของสะโพกซึ่งไม่เป็น ตำแหน่งที่ใช้นั่ง ดังนั้นไม่ควรกังวลในเวลานั่งในครั้งแรกๆว่าจะนั่งทับถุงซิลิโคน
  • ระยะเวลาพักฟื้นประมาณ 3 – 4 อาทิตย์
  • ใน 48 ชม. แรกอาจช่วยลดอาการบวมโดยการประคบเย็น (บางราย)
  • ในบางคนถ้าต้องการฟื้นตัวเร็วอาจทำการออกกำลังกายเพื่อยืดกล้ามเนื้อ โดยการงอหัวเข่าขึ้นประมาณ 4 – 5 ครั้งต่อวันก็จะช่วยให้เดินได้ปกติเร็วขึ้น
  • หลังผ่าตัดอาจทานยาคลายกล้ามเนื้อร่วมกับยาแก้ปวดก็จะช่วยให้สบายขึ้น
  • ถ้ามีการดูดไขมันด้วยต้องใส่ชุดสำหรับดูดไขมันประมาณ 3 – 4 อาทิตย์
  • ในวันแรกหลังผ่าตัดสามารถนั่งได้เลย แต่การนั่งนานๆเช่น นั่งดู TV ,อ่านหนังสือ ควรรอประมาณ 1 อาทิตย์

ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นหลังการผ่าตัดเสริมสะโพก

  1. เลือดออก โดยทั่วไปหลังการผ่าตัดจะใส่สายระบายน้ำเหลืองไว้ 2 – 3 วัน ดังนั้น การเกิดเลือดคั่งจึงเกิดได้น้อย
  2. การติดเชื้อพบได้น้อยมาก แต่ถ้าเกิดขึ้นทั่วไปควรเอาออกแล้วถ้าต้องการทำใหม่ให้รอ 3 เดือน
  3. พังพืดหดรัด พบน้อยกว่าการเสริมหน้าอกมากเพราะกล้ามเนื้อสะโพกมีการเคลื่อนไหวตลอดเวลาจึงมักทำให้พังพืดนิ่มเสมอ
  4. เส้น ประสาท การกระทบกระเทือนเส้นประสาทพบได้น้อยเพราะเส้นประสาทอยู่ในตำแหน่งที่ลึก มากๆ โดยทั่วไป อาการที่พบบ่อยคือรู้สึกร้อนหรือเย็นบริเวณแก้มก้นหรืออาจจะชาโดยทั่วไปมัก จะดีขึ้นในเวลา 2-3 เดือน
Contact Us
HAVE A QUESTION?
Visit us on social networks
FOLLOW US

© Copyright 2020 By BCS Clinic

Privacy Preferences
When you visit our website, it may store information through your browser from specific services, usually in form of cookies. Here you can change your privacy preferences. Please note that blocking some types of cookies may impact your experience on our website and the services we offer.